สวัสดีวันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

เราคิดถึงแม่ เราจะเขียนถึงแม่...

=พระในบ้าน คือ คุณแม่ของเรา=

จากหนังสือ ยอดแห่งคำสอน ๑๖ ข้อคิด

แม่ไม่เคยบอกเราเลยว่า ให้เรียนหนังสือเก่งๆ แม่ใช้ชีวิตสบายๆ แม่ไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง แม่ทำอาหารให้ลูกๆทุกคนกิน ไม่เคยเห็นแม่ซื้อกับข้าวสำเร็จรูปเลย เราไม่เคยเห็นแม่ป่วย แม่ทำงานทั้งวัน ตอนเด็กๆเราทะเยอทะยาน เราอยากเรียนเก่งๆ เราอยากให้ทุกคนชมเชย

...แต่แม่เราสอนให้แพ้เสมอ ไม่เคยสอนให้เป็นที่ ๑ ด้วยเหตุผลง่ายๆ

“...ข้างบนนั้นมัน..เหงานะลูก...”

แต่เราก็ไม่เคยเชื่อแม่ เราสอบได้ที่ ๑ ตลอดเวลา บนนั้นเราอยู่คนเดียวจริงๆ แต่เราก็ไม่สน ...ตั้งแต่เด็กๆเราไม่มีเพื่อนสนิท เราจะมีเพื่อนก็ต่อเมื่อ เพื่อนๆมาขอลอกการบ้าน มาขอผลประโยชน์ของเขา เป็นแบบนี้จนถึง อุดมศึกษา ...จนถึงตอนนี้เราไม่มีเพื่อนเลยสักคน ...เรารู้แล้วที่แม่บอกว่า “...ข้างบนนั้นมัน..เหงานะลูก..”

.....เดี๋ยวนี้เรา...สอนลูกให้รู้จักแพ้เสมอ

สิบกว่าปีมาแล้ว ที่ครูแหลม ไม่ยินดีกับการ ถูกเชิญไปเป็นกรรมการ การตัดสินประกวดวาดภาพ...

รู้สึกแย่ที่ไม่สามารถให้รางวัลทุกคนได้ จึงปฏิเสธ อย่างสุภาพที่สุดว่าไม่มีความรู้ เรื่องการให้คะแนน-การให้รางวัล...

=รู้จักแพ้ให้เป็น=

ตามสัญชาติญาณของการต่อสู้ มุ่งราวีฟาดฟันศัตรูสู่ความเป็นหนึ่ง เพราะประวัติศาสตร์มักหลงลืมละทิ้งที่สองเสมอ ความพ่ายแพ้ในสนามถือเป็นความล้มเหลวในชีวิตน่ะหรือ เรายังมีลมหายใจอยู่นี่นา ก็ต้องสู้ต่อไปสิ เรียนรู้ถึงความเป็นธรรมดา ใช้ความพ่ายแพ้ เพื่อเข้าใจโลกมากขึ้น

ในโลกปัจจุบัน ชัยชนะและความสำเร็จต่างเป็นสิ่งที่สังคมปลูกฝังและสั่งสอนให้ทุกคนชื่นชมและชื่นชอบ

ความพ่ายแพ้และความล้มเหลวกลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรังเกียจและแทบจะยอมรับไม่ได้ในยามที่ต้องเผชิญกับสิ่งนี้

จะเรียกว่า สังคมเสพติดความสำเร็จ ก็น่าจะได้

ผู้พ่ายแพ้กลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือปฎิสัมพันธ์ด้วย กลายเป็นคนไร้คุณค่าในสายตาคนอื่น

หลายคนจึงเกลียดความพ่ายแพ้ และแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงชัยชนะความสำเร็จ

บางคนไม่คุ้นเคยกับความพ่ายแพ้ เคยชินแต่กับชัยชนะมาตลอด เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ ถึงกับเกิดปฎิกิริยาแบบตีกลับปล่อยตัวเองจมปลักกับความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียว ไม่ยอมสลัดตัวเองออกจากความพ่ายแพ้

คนเราย่อมมีพ่ายแพ้ได้ แต่ยอมแพ้หรือยอมจำนนต่อความล้มเหลวไม่ได้

ในยามที่เรามีความสำเร็จ คงมีน้อยคนที่กลับมาทบทวนสาเหตุที่นำไปสู่ความสำเร็จ เพราะมัวแต่ฉลองกับความสำเร็จและมัวเมากับความสำเร็จเพียงชั่วคราว

แต่ในยามที่เราพ่ายแพ้ เรากลับได้มีโอกาสเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญอย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้ในการลุกขึ้นยืนและก้าวเดินต่อไป

....มีคนกล่าวว่า ความพ่ายแพ้ให้บทเรียนแก่เราเสมอ แต่ความสำเร็จนั้นไม่เคยให้อะไรกับเราเลย....

การสร้างให้ลูกของคุณได้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีเข้มแข็งนั้น สามารถทำได้โดยเริ่มจากวัยเด็ก

-เริ่มจากการที่ลูกของคุณต้องเจอกับอุปสรรค ปัญหาต่างๆ ทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้ , ท้อแท้

-พ่อ-แม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้เผชิญและลองแก้ไขกับอุปสรรคต่างๆ นั้นก่อน

-ไม่ควรแสดงอาการตกใจ หรือผิดหวังในความไม่สำเร็จของลูกน

-และที่สำคัญที่สุดอย่าเปรียบเทียบลูกของตนกับเด็กอื่นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เขามีปมด้วยและกลายเป็นเด็กขี้อิจฉาได้

-คุณควรจะอยู่ใกล้ชิด

-พร้อมที่จะตั้งใจรับฟังปัญหา

-คอยเป็นกำลังใจให้เขาได้ลองพยายามอีกครั้ง

-แต่ไม่ควรใช้วิธีปลอบใจ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอ่อน

แอ และสงสารตัวเองมากขึ้น

ช้าๆไม่ต้องรีบ ทุกๆคน มีเวลาที่เท่ากัน

มีหลายประเด็นมากๆ ที่ทำให้เราสอนลูกให้รู้จักแพ้

1. สอนได้จากเรื่องกีฬา

กีฬาเป็นเรื่องสนุกก็จริงอยู่ แต่บางครั้งเด็กน้อยก็คาดหวังที่จะเอาชนะเท่านั้น ให้อธิบายง่ายๆ ว่า จุดประสงค์สำคัญของการแข่งขันกีฬา ที่นอกจากความแข็งแรงของร่างกายแล้ว การแข่งขันกีฬาก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความสามัคคีระหว่างลูกกับเพื่อนๆ การที่ลูกพ่ายแพ้กลับเป็นประโยชน์กับตัวลูก เพราะ จะได้พัฒนาความสามารถ ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันครั้งต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎ กติกา ที่ถูกต้อง ไม่ได้มุ่งมั่นเพียงเพื่อการเอาชนะเพียงอย่างเดียว

2. สอนได้จากเรื่องเรียน

นอกจากพ่อแม่จะเปิดใจรับฟังทุกเรื่องราวปัญหาของลูก การพูดคุยและสอนลูกด้วยเหตุผลที่ว่า แม้การสอบได้คะแนนไม่ดี ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นเด็กไม่ดี เรียนไม่เก่ง ลูกควรยอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว การเสียใจ หรือใช้เวลาไปกับกล่าวโทษตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด กลับเป็นทุกข์กับตัวลูก