อังคาร ก.ย. 07

โลกเรามันเล็กจริงๆ

       โลกมนุษย์ของเรา จะว่าไปแล้วเป็นเพียงเศษๆดาวห่วยๆ สุดแสนกระจอกงอกง่อย เป็นเพียงดาวเคราะห์สวะๆดวงหนึ่งที่มีขนาดเท่าละอองผงฝุ่น เมื่อเทียบกับขนาดของแกแล๊กซี่ (โลกเราอยู่ใน Milkyway Galaxy) จุดที่ตั้งของโลกมนุษย์อยู่ที่ปลายแขนของแกแล๊กซี่ ในตำแหน่งแขนที่4 ที่มีชื่อแขนว่า Orion (แกแล๊กซี่ของเรา มีรูปทรงคล้ายกังหัน มีแขนทั้งหมด 6 แขน ครับ)

       ดูรูป Milkyway Galaxy นะครั
 
 

 

โลกเรา เมื่อเทียบกับน้องๆในระบบสุริยะด้วยกัน
โลกช่างดูเป็นพ่อใหญ่ และมีสีสันที่สวยงามกว่าน้
องๆคนอื่

 

แต่พอเทียบกับพี่ๆในระบบสุริยแล้ว 
โลกที่เรารู้สึกว่ากว้างใหญ่ ไปเที่ยวเท่าไหร่ก็ไม่หมด ช่างดูเป็นเด็กกะจ้อยร่อย
เหมือนทารกแรกเกิด
สีสันความสวยงามสะดุดตา ไม่สะดุดตาอย่างที่คิด เมื่อมีขนาดเล็ก

 

แล้วถ้าเอาพี่น้องในระบบสุริยะทั้งหมดมาเทียบกับป่าป๊าแล้ว
น้องพลูโต เป็นคล้ายๆ dead pixel บนหน้าจอ
ในขณะที่น้องโลกกลายเป็นขี้แมลงวัน

 

 

และเมื่อป่าป๊าพระอาทิตย์ เทียบกับ Sirius 
ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สีขาว ที่สว่างที่สุดในเวลากลางคืน
ก็เหมือนเป็นแม่กับลูก
และเมื่อเทียบกับดาวยักษ์แดงอย่าง Arcturus
ซึ่งเป็นดาวที่สว่างที่สุดในหมู่ดาว Bootes 
และเป็นดาวที่สว่างที่สุดเป็นอันดับสามบนท้องฟ้าเวลาค่ำคืน
(อันดับหนึ่งคือ Sirius อันดับสองคือ Canapus)
ปะป๊าพระอาทิตย์ก็มีขนาดแค่หัวแม่เท้าของโคดปะป๊าอย่าง Arcturus

ดาวพฤหัสเทียบเท่ากับหนึ่ง pixel ของหน้าจอในสเกลนี้
ส่วนโลก ไม่ต้องพูดถึง ใช้แว่นขยายส่องก็มองไม่เห็น

 

 

และเมื่อโคดปะป๊าอย่าง Arcturus มาพบกับ Rigel 
ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในหมู่ดาว Orion 
และเป็นดาวที่สว่างที่สุดอันดับ 7 บนท้องฟ้า
หรือ Aldebaran ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในหมู่ดาว Taurus
Arcturus โคดปะป๊าก็เป็นได้แค่เด็กเพิ่งตั้งไข่
และทั้ง Rigel และ Aldebran ก็เป็นได้แค่เด็กน้อยในรถเข็น
เมื่อเจอหม่าม้าทุกสถาบันอย่าง Betelgeuse ซึ่งเป็นดาวยักษ์แดง
ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดดวงหนึ่งเท่าที่มนุษย์ทราบ
ขนาดอยู่ไกลโลกตั้ง 427 ปีแสง ก็ยังเป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับ 9 บนฟ้า
และเมื่อมาเจอซุปเปอร์แดดดี้อย่าง Antares
ซึ่งเป็นดาวที่สว่างที่สุดในหมู่ดาว Scorpius 
ที่แม้จะอยู่ห่างจากโลก 600 ปีแสง ก็ยังเป็นหนึ่งในดาวที่สว่างที่สุดบนฟ้าได้
(เพราะความสว่างของ Antares ก็แค่ 65,000 เท่าของพระอาทิตย์ เอ๊ง)

ในสเกลนี้ ปะป๊าพระอาทิตย์ของเฮา มีขนาดได้แค่ 1 pixel
ส่วนพี่พฤหัส มองไม่เห็นไปซะแล้ว

ตัวเราที่นั่งหายใจอยู่นี่น่ะเหรอ
ลืมมันไปซะเลย
เมื่อเราอยู่บนดาวพฤหัส เราคงจะรู้สึกว่าโลกช่างเงียบเหลือเกิน
แต่ก็ยังพอเห็นกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบนโลกบ้าง
เมื่อเราอยู่บนพระอาทิตย์ เราคงจะรู้สึกว่าโลกก็เป็นก้อนกลมๆสีสวยๆอันหนึ่ง
เมื่อเราอยู่บน Arcturus เราก็จะไม่เห็นโลกอยู่ในสายตาอีกต่อไป
เมื่อเราอยู่บน Antares เราก็จะไม่คิดหรอกว่าโลกนี้มีอยู่
เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าชีวิตมันหนักหนา หรือตัวเองสำคัญเหลือเกิน
ให้ลองไปยืนอยู่บน Arcturus ก็พอ แล้วมองกลับมา
แล้วเราก็จะพบว่า ความสำคัญที่เราถืออยู่บนโลก เรามองไม่เห็นมันเลย

อันนี้ ดวงอาทิตย์ กับ VY Canis Majoris ดาวฤกษ์ที่ใหญ่ที่สุด 
ห่างจากโลก 4,900 ปีแสง หรือ 46,357,579,315,645,920 กิโ
ลเมตร

 

 

ในทางพระพุทธศาสนาก็เคยสอนเรื่องเอกภพด้วยนะ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าในเอกภพนั้นจะมี 1 แสนโกฏฏ์ล้านจักรวาล (1 แสน x 10 ล้าน x 1 ล้าน)
ในแต่ละจักรวาลจะมีดาวฤกษ์ + ดาวเคราะห์ รวมกันประมาณ 1 แสนโกฏฏ์ล้านดวง/1 จักรวาล (ในทางวิทยาศาสตร์ 1 จักรวาล คือ 1 แกแล็กซี่)
และแกแล็กซี่ของเราคือ Milkyway Galaxy ค
รับ

ถ้าถามว่า ในเอกภพ มีกี่มหาจักรวาล กี่จักรวาล และกี่แกแล๊กซี่ 
ลองอ่านคำตอบของ หลวงปู่เกษม อาจิณสีโล วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ดูนะครับ 

ธรรมชาตินี้กำหนดไว้ว่า ในวงเขตหมื่นจักรวาลจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้เพียงครั้งละหนึ่งพระองค์เท่านั้น
ในวงเขตหมื่นจักรวาลนี้จะไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์อุบัติขึ้นพร้อมกันเด็ดขาด

และสำหรับวงหมื่นจักรวาลในพุทธเขตของพระพุทธเจ้าสมณโคดมในปัจจุบันนี้
ก็มีจักรวาลของพวกเรานี้เป็นศูนย์กลาง พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่อุบัติขึ้นในวงหมื่นจักรวาลนี้
จะต้องอุบัติที่จักรวาลแห่งนี้เท่านั้น และจะอุบัติขึ้นที่โลกตรงนี้แหละ

แต่เมื่อกล่าวถึงจักรวาล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จักรวาลนั้นไม่มีที่สุดคือนับไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าใด
เมื่อจักรวาลนั้นประมาณไม่ได้เช่นนี้และเมื่อแบ่งจักรวาลออกเป็นวงละหมื่นๆ ก็นับไม่ได้อีกเหมือนกันว่าจะมีจำนวนเท่าใด
และในวงหมื่นจักรวาลอื่นๆนั้นก็ไม่ได้ห้ามการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆที่นอกจากพระพุทธเจ้าสมณโคดมของเรานี้

เพราะฉะนั้น เมื่อดูจากคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนนี้แล้วก็ประมาณได้ว่า
ในขณะนี้จะต้องมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆที่ยังดำรงพระชนม์อยู่ในวงหมื่นจักรวาลอื่นอันไกลโพ้นโน้นแน่นอน
แต่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจะอยู่ตรงไหนและมีพระนามว่าอย่างไรนั้น อันนี้ไม่ทราบ

ส่วนเรื่องของพระโมคคัลลานะไปต่างจักรวาลแล้วหลงนั้น เป็นเรื่องแต่งขึ้นในภายหลังของพวกที่นับถือนิกายมหายาน
เพราะพวกมหายานก็รับทราบคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนนี้ แล้วก็แต่งเสริมเติมไปตามจินตนาการของพวกเขา
ให้มีพระพุทธเจ้าชื่อนี้ อยู่ตรงสถานที่ชื่ออย่างนี้แล้วก็ผูกเรื่องให้เชื่อมโยงกันขึ้นให้พระโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวก
ที่มีฤทธิ์มากออกไปท่องเที่ยวตามจักรวาลต่างๆแล้วก็หลงไปที่แดนสุขาวดีหาทางกลับไม่เจออะไรทำนองนี้แหละ

ซึ่งเรื่องดังว่ามานี้ไม่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนานิกายเถรวาทแต่อย่างใด
และนี่ก็ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นเพียงเรื่องที่จินตนาการกันขึ้นมาในภายหลังของฝ่ายมหายาน
มหายานนี้เป็นอย่างไร ? ก็ไปอ่านเรื่องของมหายานคร่าวๆที่หมวดพระไตรปิฎกตามลิงค์นี้
ขอบคุณwww.palungjit.com 

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.
 

Comments (0)Add Comment

Write comment
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger

busy